10 ข้อดีของ Cloud

แต่ก่อน เมื่อเราต้องการใช้ Application ต่างๆจาก Software เราก็จะไปหาโหลดตามอินเตอร์เน็ตติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา แต่เมื่อเกิด Cloud ขึ้นมา ก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการที่เราสามารถใช้งาน Application หรือ Program ต่างๆได้ผ่านทาง Internet

ทุกวันนี้เราใช้ Cloud โดยไม่รู้ตัวแน่ๆ ทั้งการอัพเดทสเตตัสบท Facebook และการใช้ธนาคารออนไลน์      แอพโอนเงินต่างๆ Cloud Computing สามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย

Cloud Computing กำลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์ในภาพรวม ราวๆ 90% ของธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาอยู่บนระบบ Cloud Computing อย่างแน่นอน เรามารู้จัก 10 ข้อดีของการเปรียบมาใช้ Cloud

  1. ยืดหยุ่น : พวกระบบบริการที่เป็น Cloud-based Service ทั้งหลาย น่าจะเรียกได้ว่าเป็นระบบในอุดมคติสำหรับธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของ Bandwidth อยู่ตลอด
  2. ไม่หวั่นต่อภัยธรรมชาติ : ธุรกิจหน้าใหม่ที่อาจจะขาดทั้งเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ ระบบ Cloud คือ ตัวช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ถ้าสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ต่อให้เกิดภัยพิบัติใดๆ กับบริษัท ก็ไม่ต้องห่วงว่าข้อมูลจะเสียหาย แถมต้นทุนยังไม่แพงอีกด้วย
  3. อัพเดทซอฟต์แวร์อัตโนมัติ : สุดยอดข้อดีของระบบ Cloud ก็คือ Server ของมันเป็นแบบ Off-premise ไม่ได้มาติดตั้งกินพื้นที่อยู่ในบริษัทของเรา การดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะด้านความปลอดภัย บำรุงรักษา หรืออัพเดทซอฟต์แวร์ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่คอยจัดการให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งาน Cloud สามารถเอาเวลาอัพเดทระบบ ไปสร้างสรรค์ธุรกิจของตนได้เต็มที่
  4. ไม่เสียค่าอุปกรณ์ : ลืมค่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ราคาแพงไปได้เลย เพราะเราไม่ได้มีเครื่อง Server ติดตั้งอยู่กับตัวบริษัท ผู้ใช้บริการระบบ Cloud เพียงแค่จ่ายค่าบริการในส่วนที่ต้องการใช้เท่านั้น
  5. ประสานงานได้ดีขึ้น : ให้ลองนึกภาพ Google Drive เมื่อมีการสร้างหรือแชร์งานกันผ่านระบบ Cloud ทีมงานทุกคนจะสามารถทำงานพร้อมกันได้ทันที และยังอัพเดทแบบ real-time อีกด้วย
  6. อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ : สามารถทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ขอเพียงแค่มี Internet กับอุปกรณ์สำหรับเข้าถึงก็เพียงพอ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ส่งผลดีต่องานของเราได้ด้วยการทำงานในสภาพแวดล้อมตามชอบใจ
  7. จัดการเอกสารได้ง่าย Cloud จะช่วยจัดการเอกสารให้ง่ายขึ้นเพราะเอกสารจะถูกเก็บในส่วนกลาง มีการอัพเดทอยู่ตลอดทุกคนสามารถเปิดอ่านเอกสารฉบับล่าสุดที่เพิ่งแก้ไขได้ในทันที
  8. ปลอดภัย : ก่อนหน้าที่จะมีระบบ Cloud การโดนขโมยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือทำมันหาย ไม่ใช่แค่เสียเครื่องไปอย่างเดียว แต่ยังสูญข้อมูลข้างในซึ่งอาจเต็มไปด้วยความลับของบริษัทอีกด้วย ระบบ Cloud ช่วยให้ปัญหานี้เบาบางลง เพราะเก็บไฟล์งานไว้แบบออนไลน์ 100% หมดห่วงข้อมูลรั่วไหล
  9. เพิ่มอำนาจการแข่งขัน : บางบริษัทเล็กๆ อาจถึงกับต้องถอดใจเมื่อคิดจะลงสนามแข่งกับพวกธุรกิจรายใหญ่ เพราะติดปัญหาความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่พอมีระบบ Cloud ก็วางใจได้เลย เพราะ Cloud จะทำให้บริษัทเล็กๆ สามารถใช้เทคโนโลยีและ Application ทันสมัย เพิ่มอำนาจในการแข็งขันได้อย่างเต็มที่ โดยเลือกจ่ายเฉพาะในสิ่งที่ต้องการใช้
  10. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : Cloud ยังช่วยลดปริมาณการใช้งานกระดาษ ด้วยการแชร์ข้อมูลออนไลน์แทนที่การปรินท์อีกด้วย

เรียน OpenStack ประตูสู่ธุรกิจที่ก้าวไกล

เมื่อเราคิดที่จะทำธุรกิจขึ้น สักหนึ่งธุรกิจ คำถามแรกที่ทุกคนต้องคิดก็คือ ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากทำธุรกิจแล้วเจ๊งหรอก แต่ก็อย่างที่รู้ๆว่ามันมีหลายปัจจัยแน่นอนที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ เริ่มจากภายในองค์ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยในการช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ทำไมนะหรอ คำตอบง่ายๆ ถ้าเราลดขั้นตอนการทำงานให้น้อยลงกว่าคู่แข่งขันได้ เราก็ยิ่งก้าวเร็วกว่าคู่แข็งไปแล้ว 1 ก้าว คำถามต่อมาแล้วทำอย่างไรที่จะลดขั้นตอนการทำงานภายในองค์กรให้น้อยลงละ แล้วถ้าขอถามกลับว่า คุณรู้จัก OpenStack ไหม

เจ้า OpenStack นี้แหละที่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กรให้เป็นระเบียบและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับ OpenStack ล่ะ?

หลายองค์กรมีการเปิดสอน OpenStack กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการต่างๆ ได้มาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือ เรียน OpenStack ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจ และนำ OpenStack มาใช้งานได้ดียิ่งขึ้น วันนี้เรามีเหตุผลดีๆ ที่ควรเรียน OpenStack มาฝากกัน มาดูกันเลยว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. OpenStack ไม่ใช่เรื่องยาก

OpenStack เป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย จึงง่ายต่อการเรียน OpenStack ทั้งยังมีเหล่า Community ขนาดใหญ่ที่คอยให้ความสนับสนุน ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานของคุณเป็นเรื่องง่าย

  1. ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า OpenStack จะเข้ามามีบทบาทกับองค์กรธุรกิจ ดังนั้นการเรียนไว้ก่อน เป็นเรืองที่ดี

จากการสำรวจ Open Source ประจำปีครั้งที่ 9 พบว่า 78% ขององค์กรธุรกิจกำลังใช้ OpenStack ในการดำเนินงานทั้งหมด หรือบางส่วนขององค์กร ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มไปในทางที่ดี เพราะองค์กรทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็หันมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการรู้ไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย

  1. มาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Open Source ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่

OpenStack ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ว่า จะได้รับการสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอแน่นอน

  1. มีตัวเลือกให้เลือกมากมาย

ในเบื้องต้นแนะนำให้เรียน OpenStack ในส่วนของ OpenStack Foundation Marketplace จากนั้นก็เลือกจากใช้งานที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด โดย 55% ของการใช้งาน OpenStack จะใช้การผลิตจาก Ubuntu OpenStack ซึ่งเชื่อถือได้ ทั้งยังสามารถอัปเกรดได้อีกด้วย

  1. เรียน OpenStack เพื่อรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

วิศวกรของระบบคลาวด์จะทำงานได้ดีกว่าวิศวกรอื่นๆ แต่วิศวกร OpenStack ก็ทำงานได้ดีกว่าวิศวกรคลาวด์เช่นกัน ดังนั้นการใช้ OpenStack ย่อมสร้างประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้กับองค์กรของคุณแน่นอน

การเรียน OpenStack เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจ เพราะจะทำให้เราได้เปรียบในเชิงธุรกิจมากขึ้น ทั้งยังลดความกังวลกับการจัดการระบบข้อมูล และทำให้โฟกัสกับงานหลักได้ดียิ่งขึ้น

เพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรก้าวไกล ด้วย Private Cloud

อย่างที่หลายคนรู้ หรือได้ยินผ่านหูมาบ้างเกี่ยวกับ ระบบ Cloud Computing ว่าคือระบบที่ช่วยพวกเราจัดเก็บข้อมูลได้เป็นระเบียบ พร้อมทั้งมีความปลอดภัยสูง โดยผ่านผู้ให้บริการเกี่ยวกับ Cloud ที่เชื่อถือได้ แถมยังมีความเชี่ยวชาญ และระบบ Cloud เองยังมีหลายประเภทแยกย่อยออกไป ซึ่งเราจะหยิบยกมาคุยกันคือ Private Cloud ซึ่งคือหนึ่งในระบบ Cloud ที่เริ่มนิยมใช้กันมากขึ้น

Private Cloud คือ ระบบที่ทำงานอยู่บนระบบ Cloud และได้รับการบริหารจัดการโดยบริษัท เพื่อการใช้งานเพียงแค่ในองค์กรเท่านั้น ซึ่งผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการจะสามารถควบคุมและปรับปรุงในเรื่องของระบบความปลอดภัยได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของระบบ Cloud เลยก็ว่าได้

หากจะพูดถึงข้อดีของ Private Cloud ก็มีหลายอย่างด้วยกัน อาทิ การมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นการจัดเก็บระบบข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กร ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลไม่เกิดการรั่วไหล รวมไปถึงเรายังสามารถควบคุมระบบได้ง่าย ทั้งยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในขอบเขตที่ต้องการได้อีกด้วย

โดยในปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่ให้ความสนใจใช้บริการ Private Cloud นี้ เพราะสะดวกกับการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลให้เป็นระเบียบมากขึ้น โดยที่สามารถโฟกัสกับงานหลักได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูล ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานภายในองค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น Private Cloud ยังสามารถทำงานร่วมกับ Hybrid Cloud ที่ถือว่าเป็นระบบที่ผสมผสานระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud เข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถทำงานเชื่อมต่อกันได้ทั้ง Private Cloud และ Public Cloud ซึ่งสามารถสลับไปมาตามความต้องการได้

เทคโนโลยีก้าวไกลขึ้นขนาดนี้แล้ว หากไม่อยากตกเป็นกลุ่มที่ล้าหลัง ก็ต้องหาตัวช่วยโดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด เพื่อความก้าวหน้าขององค์กร และประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของบริษัท ซึ่ง Private Cloud ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดีเช่นกัน

 

หลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับ Mirantis ที่คนอยากเป็น OpenStacker ห้ามพลาด

เมื่อไหร่ที่โลกยังคงหมุน เทคโนโลยีก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ความคิดแบบเก่าๆ จะถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และนี้คืิอเหตุผลที่ว่าทำไมคนเราจึงควรใส่ใจเกี่ยวกับการติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ และรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว  การเข้ามาของ Cloud Computing (การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ) ได้กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับใครหลายคน แต่ในปัจจุบัน เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า Cloud Computing มีบทบาททำให้รูปแบบของอุตสาหกรรมไอทีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สถิติจำนวนผู้สนใจและจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วงการ เนื่องจาก Cloud Computing เป็นระบบปฎิบัติการเหนือเมฆที่สามารถประมวลผลและจัดสรรทรัพยากรที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร

เพราะความสะดวกสบายเช่นนั้น ส่งผลให้ความต้องการที่จะใช้ระบบ Cloud มีมากขึ้น แต่ติดอยู่ตรงที่ซอฟแวร์สำหรับบริหารจัดการระบบ Cloud Computing ในองค์กรที่มีมาแต่เดิมส่วนใหญ่จะเป็นซอฟแวร์แบบ Proprietary ซึ่งมีราคาแพง ดังนั้นเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการ Cloud Computing แบบ Open Source ขึ้นมาภายใต้ชื่อ OpenStack

ซอฟแวร์ระบบ OpenStack คือ Open Source ที่ทำหน้าที่ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรด้าน Compute , Storage , Networking ของ Data Center ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคุณสมบัติเด่นของ OpenStack มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Compute Network หรือ Storage เกิดขึ้นเมื่อ โดยในปัจจุบัน OpenStack ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากกว่า 250 องค์กรใน 130 ประเทศทั่วโลก เรียกได้ว่า OpenStack คือ อีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ ขององค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการจัดการ Cloud Computing ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้นการเรียนการสอน OpenStack จึงน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีความสนใจที่จะใช้งาน Cloud Computing ในองค์กรและผู้ที่ต้องการจะให้บริการ Cloud Computing เป็นอย่างยิ่ง

โดยหลักสูตรการอบรมการสอน OpenStack ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ หลักสูตร Mirantis (training.mirantis.com) จากองค์กร Mirantis ผู้ให้บริการ OpenStack และผู้ให้คำปรึกษาในด้านนี้

OpenStack & Kubernetes training from the experts. Mirantis Training helps IT professionals around the globe advance their skills in OpenStack, Kubernetes, Software-Defined Networking (SDN), and other cloud technologies. In addition to teaching a pure vendor-agnostic curriculum, Mirantis Training offers a variety of course levels and formats to fit any education needs. Paired with our industry-recognized certifications, you will be equipped with the knowledge, flexibility, and adaptability to manage cloud technology environment.” – (Mirantis,n.d.)

ซึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ของ Mirantis นั้นส่วนใหญ่จะเรียนกันแบบเน้น Workshop ปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือทำและเข้าใจระบบอย่างลึกซึ้ง โดยคอร์สก็จะมีหลากหลายออกไปตามความสนใจผู้เรียน ดังนี้

  • คอร์ส OS100: OpenStack Bootcamp เป็นหลักสูตรยอดนิยม ในหลักสูตรนี้จะเจาะลึกในเรื่องการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง บำรุงรักษา และแก้ไขปัญหา Cloud OpenStack ระดับ Professional ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดกับองค์กรหรือใช้ในการทำงานได้ทันที

สำหรับตอนนี้หากใครสนใจหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับหลักสูตร Mirantis แท้ๆ NIPA.CLOUD ได้จับมือกับ Mirantis (training.mirantis.com) จัดอบรมความรู้เรื่องระบบ Cloud Computing ในไทยและประเทศอาเซียน มีหลักสูตรการสอน OpenStack ที่ครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที โดยเฉพาะด้าน Cloud OpenStack ผู้ดูแลระบบ และผู้จัดการระบบพร้อม รับประกันเนื้อหาใช้หลักสูตรการสอนทั้งหมดจาก Mirantis ทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาจากวิศวกรมากกว่า 200 ท่าน

สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ training.nipa.cloud

 

Open Stack Administrator

เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อใครหลายๆ คนในโลกปัจจุบันนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ ไม่ว่าจะทำงาน กิน หรือเรียน ทุกอย่างดูทันสมัยเมื่อโลกออนไลน์เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีอิทธิพลต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก ที่มาแรงในปี 2017 นี้ ที่เราเรียกว่า Open Stack หรือซอฟแวร์ที่ได้เข้ามาสู่องค์กรหรือบริษัทมากขึ้นเข้ามาพัฒนาและทำองค์กรเป็นระบบ  ที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิในการทำงานมากขึ้น

ในส่วนของ Open Stack Administrator หรือเรียกง่ายๆก็คือ ผู้ดูแลระบบ Open Stack นั่นเอง ได้มีการเปิดคอร์สสอนจำนวนมาก เพราะ Open Stack Administrator มีส่วนสำคัญอย่างมากทั้งการสร้าง ดูแล และใช้งานระบบ Open Stack ให้สามารถใช้งานได้ในองค์กรมากขึ้น ในความเป็นจริง Open Stack มีความหลากหลายสามารถนำไปใช้ได้หลายกรณี ถึงแม้จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่อีกไม่นานจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยแน่นอนค่ะ

โดยเฉพาะในทางงธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และธุรกิจที่เป็นองค์กรใหญ่และมีสาขาจำนวนมาก ดังนั้นแต่ละองค์กรถึงเร่งพัฒนา Open Stack Administrator ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหา เรียนรู้ระบบได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณคิดที่จะก้าวรับสิ่งๆใหม่ ลองผิดลองถูก คุณก็จะเป็นคนที่เป็นคนรอบรู้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแน่นอน

ลองไปลงเรียนรู้การใช้งานของ Open Stack แล้วคุณจะสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย  ก้าวเข้าสู่ตลาดองค์กรอย่างเป็นระบบด้วย Open Stack จึงเปรียบเสมือนระบบ Cloud Computing ที่มีฟังก์ชั่นมากมายให้ได้ใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายแก่องค์กร ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่ถูกกว่าค่ายอื่นๆ ทำให้ OpenStack เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

Public Cloud

ในปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีหรือการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไปยัง ผู้ใช้ (USERS) ได้มีความสะดวก สบายขึ้น ซึ่งการติดตั้งข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ตออนไลน์ หรือ เพื่อนๆเรียกกันว่า “คลาวด์สาธารณะ (Public Cloud)” ทำให้ผู้ใช้สามารถแบ่งปันข้อมูลหรือแชร์กันบนโลกออนไลน์ได้ง่ายดายเลยทีเดียวค่ะ การจัดเก็บข้อมูลต่างๆ โดยปกติจะมีความซ้ำซ้อนยุ่งยาก Public Cloud สามารถตอบโจทย์มากในยุคอินเทอร์เน็ตและยุค 3G ไม่ว่าผู้ใช้จะไม่ได้อยู่ที่ทำงาน ก็สามารถทำงานได้ ด้วยการเชื่อมต่อที่เป็น Public Cloud สร้างเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานร่วมกันได้ Public Cloud มีทั้งแบบที่เสียค่าใช้จ่ายและที่ใช้งานได้ฟรี ดังนั้นการใช้ถึงมีสิทธิในการควบคุมทรัพยากรและการอนุญาตจากผู้ให้บริการ

ข้อดีของ Public Cloud
ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานได้ทุกที่ (Accessbillity)
ตามเทคโนโลยีทัน (Newer Technology)
ความสามารถเชื่อถือของระบบสูง ดีกว่าที่เราทำเอง (Relliabillity)
มีเวลาไปดูธุรกิจหลักของตัวเอง (Core Business Focus)
ไม่มีความกังวลกับระบบ IT (Worry Free IT Maintenance)
สามารถแชร์ทรัพยากรและค่าใช้จ่าย (Shared Cost & Resources)
จ่ายค่าใช่จ่ายเท่าที่ใช้บริการ (Pay Pre Use)
Resource มีขนาดใหญ่ สามารถขยายได้ตามความต้องการของผู้ใช้ (On Demand Scalability)

ข้อเสียของ Public Cloud
ความปลอดภัยของข้อมูลในองก์กร Public Cloud ทีเดียวกันร่วมกันคนอื่น
หลายๆองก์กรยังคงไม่เข้าใจ ระบบ Cloud และยังไม่กล้าที่จะใช้บริการ
การควบคุมส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้ให้บริการ ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ
การใช้งานในระยะยาวอาจจะไม่คุ้มค่า หากขาดการวางแผนที่ดี

งานอีเว้นท์ กลยุทธ์การตลาดเชิงกิจกรรม

กลยุทธ์ทางการตลาดเปลี่ยนแปลงตามเวลาที่ผ่านไป เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาให้มีความสามารถขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วิธีอะไรที่เคยนิยมในวันนี้ พรุ่งนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่คนไม่สนใจและใช้ไม่ได้ผล สังเกตได้จากในโลกออนไลน์ที่ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง Social Network หรือ Social Media ผู้ประกอบการต่างก็หยิบกลยุทธ์ทางการตลาดมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดทุกวิธีการล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ เพื่อสร้างบุคคลิกภาพของแบรนด์ (Brand Personality) และเพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ (Brand Awareness) แต่… ถึงกลยุทธ์ใหม่ๆ จะถูกผลิตขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไร ก็มีหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเสมอมาแม้ตอนนี้จะเข้าสู่ยุค Digital Transformation นั่นก็คือ “การตลาดเชิงกิจกรรม”

 

การตลาดเชิงกิจกรรม หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าการจัดงานอีเว้นท์ (Event Marketing) คือ การที่บริษัทหรือแบรนด์ออกมาจัดกิจกรรมอะไรบางอย่างเพื่อส่งเสริมสินค้า (บริการ) และชื่อเสียงของบริษัทให้เป็นที่ยอมรับ โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งอาจกลายเป็นลูกค้าอนาคตได้เข้ามามีส่วนร่วม

โดยข้อดีของการทำการตลาดเชิงกิจกรรม หรือการจัดงานอีเว้นท์ คือ

  1. ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า และสินค้า (บริการ) กับลูกค้า เพราะการจัดงานอีเว้นท์เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวแทนของแบรนด์ ที่ในที่นี้อาจเป็นได้ทั้งพนักงานไปจนถึงผู้บริหารได้พูดคุย รับฟังความคิดเห็นกับลูกค้าได้
  2. ช่วยสร้างการจดจำในแบรนด์ เพราะจากการที่งานอีเว้นท์เปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วม จะทำให้ลูกค้าได้มีโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และมั่นใจในคุณสมบัติของสินค้า
  3. ช่วยทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าหรือบริการ เนื่องจากการจัดงานอีเว้นท์ ทางแบรนด์สามารถสามารถเลือกกิจกรรมที่อยู่ในความสนใจของลูกค้าเป้าหมาย และสร้างโอกาสให้ลูกค้ารู้จัก และชอบตราสินค้ามากขึ้นได้
  4. ช่วยในการประชาสัมพันธ์ได้มากกว่าวิธีการอื่นๆ เพราะงานอีเว้นท์เปิดโอกาสให้ลูกค้าเป้าหมายและบุคคลทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วมและเกิดการทำกิจกรรมร่วมกัน หรือดำเนินการส่งเสริมการขายไปพร้อมกันด้วย

ซึ่งการจัดงานอีเว้นท์นั้นมีได้หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่งานขนาดเล็กอย่างการออกบูธไปจนถึงงานขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมเป็นพัน เป็นหมื่นคน สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. การจัดงานประกวด (Contest) เป็นการจัดกิจกรรมการประกวดขึ้นมา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่คนนอกได้มีโอกาสเข้าร่วมและมีการมอบรางวัล ซึ่งในปัจจุบันนั้น การจัดประกวดกำลังเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นการประกวดเพื่อหาตัวแทนที่จะมาเป็นนางแบบหรือถ่ายแบบให้กับแบรนด์หรือการประกวดความสามารถด้านอื่นๆ
  2. การจัดการแข่งขัน (Competition) เป็นการจัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อทดสอบความสามารถต่างๆ มีได้ทั้งระดับเล็กในชุมชน ไปจนถึงระดับใหญ่ระดับประเทศเช่น การแข่งขันกีฬาสีชุมชน การแข่งขันกีฬารวมดาราช่อง xx
  3. การจัดงานฉลอง (Celebration) เป็นการจัดงานอีเว้นท์โดยใช้วาระโอกาสในวันสำคัญต่างๆ ที่อาจเป็นวันที่รู้จักกันเป็นสากล (วันสำคัญตามปฏิทิน) หรือวันสำคัญของแบรนด์ เช่น วันก่อตั้งแบรนด์ วันครอบปี ฯลฯ มาเป็นตัวจัดงาน
  4. การเปิดตัวสินค้าใหม่ (Launching) เป็นงานอีเว้นท์ที่องค์กร บริษัท หรือแบรนด์ได้นำนำเสนอผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ นอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์แล้ว ยังได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและผู้ประกอบการธุรกิจเจ้าอื่นๆ

การจัดงานสัมมา (Seminar) เป็นงานอีเว้นท์ประเภทการให้ความรู้และข้อมูลแก่คนจำนวนมาก เช่น งานสัมมนาการขาย งานสัมมสนาสินค้า ฯลฯ มาก โดยอาจจัดเป็นแบบส่วนตัวภายในบริษัทหรือแบบสาธารณะให้คนนอกที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมก็ได้

www.365creation.com บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์

วิธีดูแลแว่นตาและแว่นกันแดดให้เหมือนใหม่

มันเป็นเรื่องปกติที่ของที่มีการใช้งานนานแล้วจะเริ่มสกปรกหรือเสื่อมมภาพลง อย่างแว่นสายตา หรือแว่นกันแดด แต่ถ้าเรารู้จักวิธีที่ถนอมและดูรักษาอย่างถูกวิธีแล้วละก็ มันก็จะสามารถทำให้เรายืดระยะเวลาของการใช้งานได้เพิ่มขึ้นวันนี้เราจะพามารู้จักวิธีดูแลรักษา วิธีทำความสะอาด และวิธีการซ่อมแซมอย่างถูกวิธี ทั้งงแว่นสายตา และ แว่นกันแดด

Giftgreats แว่นตา

สิ่งที่ควรปฏิบัติในการดูแลแว่นตาและแว่นกันแดด

  • สวมแว่นและถอดแว่นด้วยมือทั้ง 2 ข้างทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้แว่นเสียรูปทรง และการถอดแว่นด้วยมือเดียว จะทำให้ขาแว่นตากางออกหนึ่งข้าง ทำให้แว่นเสียศูนย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการมองเห็น
  • หากต้องเช็ดแว่นควรใช้ผ้าเช็ดแว่นในการเช็ดแว่นที่เป็นไมโครไฟเบอร์โดยเฉพาะ หรือหากไม่มี ควรเลือกใช้ผ้าที่อ่อนนุ่ม เพื่อไม่ให้เลนส์แว่นเกิดรอยขูดขีด
  • ควรทำความสะอาดแว่นตาและแว่นกันแดดด้วยน้ำยาทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งน้ำยาที่ใช้สามารถเป็นได้ทั้งน้ำยาทำความสะอาดแว่นโดยเฉพาะ และน้ำยาล้านจานที่นำมาผสมน้ำให้เจือจาง
  • หากใช้น้ำยาล้านจานในการทำความเลนส์แว่น ไม่ควรเทน้ำยาลงบนผิวเลนส์โดยตรง ให้ใช้นิ้วแตะมาถูที่เลนส์แว่นให้ทั่ว แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด
  • ไม่ควรปล่อยให้แว่นแห้งเพราะจะทิ้งรอยคราบน้ำเอาไว้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อการรักษาแว่นตาและแว่นกันแดด

  • เมื่อตัวแว่นมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเพราะหลวม คับ หรือเสียรูปทรง ห้ามแก้ไขหรือปรับแต่งด้วยตนเอง การนำแว่นตาไปติดต่อทางร้านเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
  • ไม่ควรวางแว่นตาหรือแว่นกันแดดคว่ำหน้าลงกับพื้น / ในกระเป๋าเสื้อ เนื่องจากจะทำให้เลนส์แว่นเกิดรอยขีดข่วนจากสิ่งของ ทางที่ดีเมื่อใช้งานเสร็จ ควรเก็บแว่นลงกล่องหรือซองแว่นที่มีความแข็งแรงทุกครั้ง เพื่อป้องกันรักษาแว่นตาและเลนส์ให้ใช้ได้นาน และไม่เป็นรอย
  • หลีกเลี่ยงการใช้เสื้อเชิ้ต ผ้าลินิน และผ้าที่ทำจากขนสัตว์เช็ดเลนส์แว่น เพราะผ้าเหล่านี้มีเนื้อแข็งและหยาบ อาจจะทำให้เกิดรอยในระหว่างที่เช็ด
  • ไม่ควรวางแว่นตาหรือแว่นกันแดดไว้ในบริเวณที่มีแสงอาทิตย์นส่องขึ้นหรือมีความร้อน เช่น บริเวณคอนโซลรถยนต์ที่จอดกลางแดดเป็นเวลานาน บริเวณที่มีไอน้ำหรือลมร้อน อย่างในห้องน้ำร้อน ห้องซาวน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแว่นที่ทำจากวัสดุพลาสติก เพราะความร้อนอาจทำให้รูปทรงเปลี่ยนได้
  • ล้างเลนส์แว่นตาโดยใช้สบู่ เนื่องจากสบู่มีส่วนผสมของไขมันสัตว์ ที่จะทำให้ผิวเลนส์หนืด และทำให้ผิวเลนส์มัลติโค้ดเสีย
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้เลนส์แว่นโดนสารเคมีจำพวกน้ำหอม สเปรย์ฉีดผม น้ำยาเช็ดกระจก ฯลฯ ที่สามารถซึมเข้าสู่ผิวเลนส์ได้

เพียงไม่กี่วิธีป้องกันและวิธีดูแลง่ายๆ เท่านี้แว่นสายตาและแว่นกันแดดของคุณก็จะดูเหมือนใหม่ สามารถใช้งานได้นาน และที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนบ่อยๆ แน่นอน

 

ขอบคุณภาพ แว่นตา จาก Giftgreats 

เปิดโผรายได้ 10 อันดับทีมฟุตบอลหลังจบเกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016-2017

จบไปแล้วสำหรับการแข่งขันพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2016-2017 ที่ผ่านมาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2017 ซึ่งเงินที่แต่ละทีมจะได้ในการแข่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ นั่นคือเงินที่การันตีว่าจะได้แน่นอน และเงินที่ได้ตามความสามารถและผลงานของทีม สำหรับเงินการันตีว่าจะได้แน่นอนคือ เงินก้อนโตที่ทางพรีเมียร์การันตีว่าจะจ่ายให้ทุกทีม ซึ่งในฤดูกาล 2016-2017 ทุกทีมจะได้เงินกันทีมละ 79,151,989 ปอนด์ หรือประมาณ 3,488,368,259 บาทไทย

อันดับทีมฟุตบอล

ซึ่งได้มาจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในประเทศราว 35 ล้านปอนด์, จากต่างประเทศอีก 39 ล้านปอนด์ และค่าโฆษณาส่วนกลางอีก 4.7 ล้านปอนด์ ส่วนที่สองนั้นคือเงินรางวัลตามผลงานของทีม ในแต่ละอันดับทีมฟุตบอลในลีก จะได้เงินต่างกันราวๆ 1.9 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 83,736,363 บาทไทย และแต่ละทีมจะได้เงินจากการถ่ายทอดสดด้วย ซึ่งถ้าเป็นทีมที่ถูกถ่ายทอดสดบ่อยครั้งก็จะยิ่งได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

สำหรับในฤดูกาล 2016-2017 ที่ผ่านมา แต่สำหรับทีมทัพปีศาจแดงที่มีเกมลงแข่งขันมาก พวกเขาก็จะได้เงินมากขึ้น และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึงได้เงินในส่วนนี้มากกว่าอาร์เซนอล แม้ว่าจะจบอันดับต่ำกว่าก็ตาม ส่วนทีมที่มีการถ่ายทอดสดมากที่สุดในฤดูกาล 2016-2017 นั่นคือทีมลิเวอร์พูลที่มีการถ่ายทอดสดทั้งหมด 29 นัด ได้เงินจากส่วนนี้ไปถึง 33.9 ล้านปอนด์ ประมาณ 1,494,033,005 บาทไทย แล้ว10 อันดับทีมฟุตบอลอื่นๆหละได้เงินหลังจบการแข่งขันไปเท่าไหร่กัน

สรุปผล 4 ลีกดังในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

ในช่วงฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลเป็นช่วงที่แฟนบอลหลายคนตั้งตารอการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลในแต่ละวัน หลายคนมีทีมโปรดที่รอเชียร์อยู่ในใจ ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลจะมีหลากหลายลีก ในแต่ละประเทศก็จะมีชื่อเรียกฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลที่แตกต่างกัน ซึ่งบทความนี้จะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับฤดูกาลแข่งขันฟุตบอล ใน 4 ประเทศ คือ อังกฤษ เยอรมัน สเปน อิตาลี และสรุปผลการแข่งขันในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

  • พรีเมียร์ลีก (Premier League : England)

ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในประเทศอังกฤษจัดตั้งขึ้นในปี 1992

ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจะมีการแข่งขันทั้งหมด 3 ลีก

: ลีกที่ 1 พรีเมียร์ลีก (Premier League)

: ลีกที่ 2 อีเอฟเอแชมป์เปียนชิพ (EFA Champion Ship)

: ลีกที่ 3 อีเอฟแอลลีกวัน (EFL League One)

– ทีมที่ถูกมองว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะคว้าแชมป์รายการนี้ ได้แก่

: แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Manchester United), ลิเวอร์พูล (Liverpool), อาร์เซนอล (Arsenal), เชลซี (Chelsea)

– ระบบการแข่งขันพรีเมียร์ลีก (Premier League)

มีทีมร่วมแข่งขัน 20 ทีม แข่งขันในระบบพบกันหมด เหย้าและเยือน ทีมชนะได้ 3 คะแนน ทีมเสมอได้ 1 คะแนน และทีมแพ้ไม่ได้คะแนน ตลอดฤดูกาลทุกทีมจะต้องแข่งขันทั้งสิ้น 38 นัด เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 3 สโมสรที่ได้คะแนนน้อยที่สุด จะต้องตกชั้นไปเล่นในลีกที่ 2 อีเอฟเอแชมป์เปียนชิพ (EFA Champion Ship) 4 ทีมที่อันดับดีสุดจะได้ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมป์เปียนลีก (EUFA Champion League) โดยสามทีมอันดับแรกจะผ่านเข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่ม (ทีมชนะเลิศได้อยู่โถ 1) ในขณะที่ทีมอันดับ 4 จะต้องแข่งรอบเพลย์ออฟอีกทีหนึ่ง ส่วนอันดับ 5 จะได้เล่นยูฟ่ายูโรปาลีก (EUFA Europa League) และทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศก็จะได้สิทธิ์ไปเล่นในยูโรปาลีก โดยอัตโนมัติเช่นกัน ในกรณีที่ทีมอันดับ 1-4 ชนะการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ สิทธิ์การแข่งยูฟ่ายูโรปาลีกจะได้แก่อันดับ 6 และ 7 ของพรีเมียร์ลีกแทน

-รายชื่อทีมฟุตบอลในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

: เอเอฟซีบอร์นมัท (AFC Bournemouth), อาร์เซนอล (Arsenal), เบิร์นลีย์ (Burnley), เชลซี (Chelsea), คริสตัลพาเลซ (Crystal Palace), เอฟเวอร์ตัน (Everton), อัลส์ซิตี (Hull City), เลสเตอร์ซิตี (Leicester City), ลิเวอร์พูล (Liverpool), แมนเชสเตอร์ซิตี (Manchester City), แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Manchester United), มิดเดิลส์เบรอ (Middlesbrough), เซาแทมป์ตัน (Southampton), สโตกซิตี (Stoke City), ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland), สวอนซิตี (Swansea City), ทอตนัมฮอตสเปอร์ (Tottenham Hotspur), วอตฟอร์ด (Watford), เวสต์บรอมมิชอัลเบียน (West Bromwich Albion), เวสต์แฮมยูไนเต็ด (West Ham United)

– สรุปผลตารางคะแนนฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

อันดับ ชื่อทีม แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ คะแนน
1 เชลซี (Chelsea) 38 30 3 5 93
2 ทอตนัมฮอตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) 38 26 8 4 86
3 แมนเชสเตอร์ซิตี (Manchester City) 38 23 9 6 78
4 ลิเวอร์พูล (Liverpool) 38 22 10 6 76
5 อาร์เซนอล (Arsenal) 38 23 6 9 75

– แชมป์พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

: เชลซี (Chelsea) ด้วยคะแนน 93 คะแนน

อ่านเพิ่มเติม