วิธีเปิดร้านในไลน์ สำหรับมือใหม่หัดขาย ผ่าน Line Shop

หากเรามีธุรกิจ อยากขายสินค้าอะไรสักอย่าง สื่อออนไลน์ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าของเราได้อย่างมากมายและ กระจายสินค้าของเราไปยังทั่วโลกอีกด้วย

แอปพลิเคชัน Line ถือว่าเป็นแอปฯ ยอดฮิตที่ไม่ว่าใครก็ต้องมีกัน เนื่องจากใช้งานง่าย สะดวก ทั้งยังมีความปลอดภัยของข้อมูล นอกจากนั้น Line เอง ก็ถือว่ามีฟังก์ชันต่างๆ ออกมาให้ได้เลือกใช้อย่างมากมาย โดยฟังก์ชันหนึ่งที่เอาใจผู้ประกอบธุรกิจนั่นก็คือ Line Shop

หากพูดถึง Line Shop หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก แต่เชื่อได้เลยว่าถ้าได้รู้จักฟังก์ชันนี้ของ Line แล้ว คุณจะมีอีกช่องทางเด็ดในการค้าขายเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งวันนี้เรามีวิธีการเปิดร้านในไลน์ผ่าน Line Shop มาฝากกัน ว่าแล้วเราก็มาดูขั้นตอนกันเลยดีกว่า

  1. ขั้นตอนแรกโหลดแอปฯ Line Shop มา ซึ่งหน้าแรกจะแสดงข่าวสารจาก Line Shop ให้กดที่จุด 3 จุด มุมบนขวาเพื่อเข้าสู่ระบบ
  2. เลือกเข้าสู่ระบบด้วย Line ในกรณีที่คุณใช้ Line อยู่แล้ว หรือหากใครยังไม่มี ID Line ก็ใช้ e-mail ในการเข้าระบบแทนได้เช่นกัน
  3. จากนั้นจะมีหน้าที่ขอให้คุณอนุญาตการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของคุณ ให้เลือกอนุญาตไปได้เลย เพื่อทำการเข้าสู่ระบบ
  4. เมื่อเข้ามาแล้วคุณจะพบกับหน้าที่ให้คุณตั้งชื่อบัญชีส่วนตัว ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่ใช่ชื่อของร้านค้าของคุณ โดยเมื่อตั้งชื่อเสร็จแล้วกดปุ่มยอมรับเงื่อนไขเพื่อเริ่มต้น
  5. เมื่อทำการ Log in เรียบร้อยแล้ว ตัวแอปฯ Line Shop จะพาเรามาที่หน้าแรก โดยสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในหน้านี้หลังจากเรา Log in สำเร็จ ก็คือรูปกระดิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะแจ้งเตือนการเคลื่อนไหวต่างๆ ในร้านของคุณ และแถบที่มีชื่อว่า “ติดตามอยู่”
  6. หลังจากนั้นหากจะสร้างร้านค้าของคุณ ให้กดที่จุด 3 จุด มุมบนขวาและเลือกคำสั่ง “เปิดร้านค้า
  7. จากนั้นทางแอปฯ จะมีรูปแบบร้านค้ามาให้เราเลือกโดยแบ่งเป็นแบบธรรมดา คือเป็นร้านค้าของบุคคลทั่วไป และแบบ Sally Grade คือร้านค้าที่เป็นแบรนด์ดังหรือมีหน้าร้านหลายสาขานั่นเอง
  8. จากนั้นเราก็ตั้งชื่อร้าน และภาพ Cover รวมไปถึงโทนสีของร้านให้เรียบร้อย โดยชื่อร้านจะแยกออกจากชื่อ ID ของเรา
  9. หลังจากตั้งค่าตามข้อด้านบนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กรอก e-mail และเบอร์โทรเอาไว้ให้ลูกค้าติดต่อเมื่อต้องการสั่งสินค้ากับเรา
  10. เมื่อตั้งข้อมูลต่างๆ เรียบร้อยแล้ว กดปุ่ม + ที่มุมขวาล่างเพื่อเพิ่มสินค้ารวมไปถึงใส่ราคาได้เลย

เห็นได้เลยว่าไม่ยากเลยจริงๆ สำหรับการเปิดร้านในไลน์ ผ่านฟังก์ชัน Line Shop ซึ่งหากเราทำการโปรโมทอย่างถูกวิธีไม่ว่าจะค้าขายผ่านช่องทางไหนรับรองเลยว่าธุรกิจของเราจะต้องปัง และมียอดการสั่งซื้อเข้ามาอย่างไม่ขาดสายแน่นอน

จดหมายข่าวอีเมลปัจจุบันของคุณจะประสบความสำเร็จในปี 2019 หรือไม่

จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของการโฆษณาออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ไม่มีใครตำหนิคุณถ้าคุณคิดว่าจดหมายข่าวล้าสมัยแล้ว แต่อย่าตกหลุมพรางนั้น แม้จะมีช่องทางต่าง ๆ ที่พร้อมใช้งานเพื่อสร้างธุรกิจ Email Marketing ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่มรายได้ และการละเลยจดหมายข่าวอีเมลเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับธุรกิจ

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะรับผิดชอบจดหมายข่าวของ บริษัท หรือคุณพยายามโน้มน้าวให้หัวหน้าของคุณ บทความนี้สามารถช่วยคุณได้ อ่านเพื่อเรียนรู้สิ่งที่จะทำจดหมายข่าวทางอีเมลที่ดีที่สุดในปี 2019

ส่งจดหมายข่าวทางอีเมลทำไม

หากคุณยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับจดหมายข่าวทางอีเมลเป็นส่วนหนึ่งของส่วนประสมทางการตลาดของคุณได้เวลาพิจารณาแล้ว

อีเมลรายเดือน รายสัปดาห์ รายปักษ์หรือแม้แต่รายวันเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยให้คุณดึงดูดผู้ชมได้ ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดทที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท หรือเคล็ดลับและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเพิ่มการสนับสนุนแบรนด์ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ชมและผลักดันยอดขายให้มากขึ้น

ตามรายงานการใช้งานจดหมายข่าวทางอีเมลที่จัดทำโดย Nielsen Norman Group ผู้รับรู้สึกผูกพันทางอารมณ์กับจดหมายข่าว

จดหมายข่าวเป็นสิ่งที่ผู้อ่านของคุณคาดหวังได้และช่วยคุณพัฒนาความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกับสมาชิกสิ่งนี้จะช่วยคุณสร้างความผูกพันที่เหนือกว่าเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว

วิธีจัดทำจดหมายข่าวอีเมลที่ประสบความสำเร็จที่สุดของคุณ

 

  • กำหนดกลยุทธ์สำหรับจดหมายข่าวของคุณ

 

ก่อนที่คุณจะเริ่มรวบรวมเนื้อหาของคุณพิจารณาสิ่งที่คุณต้องการจะบรรลุผ่านจดหมายข่าวนี้ วิธีนี้จะช่วยคุณปรับแต่งทุกด้านของอีเมลเพื่อให้มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายสุดท้ายของคุณ

ตัวอย่างเป้าหมายของคุณ

  • เพิ่มอัตราการเข้าชมเว็บไซต์เของคุณ
  • รับลูกค้าเพื่อลงทะเบียนสำหรับกิจกรรมใหม่
  • เพิ่มอัตราการคลิกผ่านหรือเปิดอีเมลของคุณ
  • เพิ่มจำนวนการดาวน์โหลด
  • ให้ลูกค้าโต้ตอบกับคุณในช่องทางโซเชียลมีเดีย

จากนั้นคุณอาจตัดสินใจว่าจดหมายข่าวฉบับเดียวเป็นวิธีที่ทำให้คุณมีโอกาสในการแสดงผลิตภัณฑ์ล่าสุดของคุณ หรือหากคุณมีข้อมูลจำนวนมากที่จะแบ่งปันกับผู้รับอีเมลของคุณหรือหากคุณมีข้อมูลจำนวนมากที่จะแบ่งปันกับผู้รับอีเมลของคุณคุณอาจรู้สึกว่าการสมัครรับข้อมูลจดหมายข่าวเหมาะอย่างยิ่ง วิธีนี้จะช่วยให้คุณสามารถส่งเนื้อหาที่มีประโยชน์ให้กับลูกค้าที่สนใจจะติดตามคุณอยู่เสมอ

 

 

เทมเพลตอีเมลที่สร้างไว้ล่วงหน้าและสามารถปรับแต่งได้นั้นเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการใช้ซอฟต์แวร์ Email Marketing และต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการออกแบบเทมเพลตจดหมายข่าวของคุณในขณะที่ยังช่วยให้คุณสามารถเพิ่มการสัมผัสถึงแบรนด์ได้

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าจดหมายข่าวของคุณเป็นมิตรกับมือถือ: พิจารณาขนาดหน้าจอที่แตกต่างกันเมื่อพัฒนาจดหมายข่าวของคุณโดยใช้หัวสัญลักษณ์หัวข้อ ข้อความประโยคสั้น ๆ และใช้ส่วนหัวเพื่อแยกข้อความออกจากข้อความจำนวนมาก
  • ใช้รูปภาพ: รูปภาพมีค่าและต้องเกี่ยวข้องกับข้อความซึ่งรูปภาพบางรูปอาจโหลดช้ามากหรืออาจไม่โหลดเลย ตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าข้อความของคุณชัดเจนในข้อความของคุณและภาพมีข้อความอธิบายในกรณีที่พวกเขาล้มเหลวในการโหลด
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเทมเพลตของคุณได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการอีเมลส่วนใหญ่: Outlook มีชื่อเสียงในเรื่องของการแสดงผลดังนั้นควรตรวจสอบอีเมลของคุณสองครั้งหรือสามครั้ง คุณต้องแน่ใจว่าอีเมลจะแสดงอย่างถูกต้องในแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน
  • วางโลโก้ของคุณที่ด้านบนของอีเมลของคุณ: นี่จะสร้างความภักดีต่อแบรนด์และทำให้แน่ใจว่าผู้รับของคุณเชื่อมโยงจดหมายข่าวกับคุณและ บริษัท ของคุณ
  • พยายามทำให้สิ่งต่าง ๆ น้อยที่สุด จดหมายข่าวสามารถดูยุ่งเหยิงและวุ่นวายได้ง่าย แม้ว่ามันจะเหมาะสำหรับผู้รับที่จะอ่านจดหมายข่าวแต่ละคำ แต่อีเมลส่วนใหญ่จะถูกสแกน ท้ายที่สุดคุณต้องการให้ผู้อ่านดำเนินการ (เช่นการซื้อหรือการคลิกผ่าน) ดังนั้นอย่าลืมไปที่จุดนั้น

 

 

  • ผลิตเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจ

 

จากการศึกษาของ Nielsen Norman Group ที่กล่าวมาข้างต้น ผู้อ่านพบว่ารายการต่อไปนี้มีค่ามากที่สุดในจดหมายข่าว:ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท,รายการเกี่ยวกับงานอดิเรกและความสนใจส่วนบุคคล,รายการเกี่ยวกับกำหนดเวลา,วันที่, กิจกรรมและรายงานเกี่ยวกับการขายหรือราคา

ดังนั้นคุณสามารถเลือกที่จะรวมสิ่งต่อไปนี้ในจดหมายข่าวของคุณ:

  • โพสต์บล็อก
  • วิธีการเคล็ดลับและแบบฝึกหัด
  • อีเว้นท์
  • ข่าวอุตสาหกรรม
  • ทรัพยากร
  • การแข่งขัน
  • รูปภาพ/วิดีโอ
  • รีวิว
  • ข่าวบริษัท
  • ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ
  • ใบรับรอง
  • การสัมมนาผ่านเว็บ
  • ตำรับอาหาร
  • รูปถ่ายของลูกค้า

อย่างไรก็ตามหลังจากไม่กี่เดือนแม้กระทั่งข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดก็กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย นี่คือเหตุผลที่คุณต้องทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นแบบไดนามิกและไม่ซ้ำกัน

 

  • สร้างสรรค์ด้วยหัวเรื่องของคุณ

 

แม้จะมีอีเมลที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงามและมีความเชี่ยวชาญที่สุดคุณยังต้องการให้ผู้อ่านเปิดอ่าน นั่นเป็นเหตุผลที่คุณต้องมีหัวเรื่องที่ดึงดูดความสนใจและให้ข้อมูลอย่างละเอียด

คำถาม คำตอบ คำเดียว ประโยค และการปรับให้เป็นแบบส่วนตัวนั้นเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมสำหรับหัวเรื่องของคุณ คุณอาจพบว่าความสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญในจดหมายข่าวของคุณ ดังนั้นลูกค้าสามารถแยกความแตกต่างเหล่านี้จากอีเมลปกติของคุณได้ แต่ระวังว่าสิ่งเหล่านี้ไม่น่าเบื่อและคาดเดาได้

วิธีหนึ่งในการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องว่าหัวเรื่องของคุณมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรหรือไม่คือใช้การทดสอบ A / B วิธีนี้ช่วยให้คุณสามารถใช้สองหัวเรื่องเพื่อดูว่าแบบไหนดีที่สุด

ตามกฎทั่วไปคุณจะต้องรักษาหัวเรื่องของคุณให้มีความยาวไม่เกิน 50 อักขระคุณควรพยายามทำให้มีส่วนร่วมเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากระดับการมีส่วนร่วมเป็นตัวบ่งชี้สแปมที่สำคัญ

 

  • มีความสมดุลระหว่างข้อมูลกับโปรโมชั่น

 

แม้ว่าเป้าหมายของอีเมลของคุณอาจเป็นการเพิ่มการแปลง แต่สิ่งนี้ไม่ควรมุ่งเน้นในอีเมล จดหมายข่าวอยู่ที่นั่นเพื่อแจ้งและให้ความรู้ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาไม่รู้สึกว่า “ขายดี”

อาจจะเริ่มต้นด้วยการทดสอบ A / B บางอย่าง แต่ถ้าคุณตั้งเป้าหมายสำหรับข้อมูลชิ้นส่วน 9 ชิ้นต่อการส่งเสริม 1 ส่วน คุณควรสร้างสมดุลที่เหมาะสมสำหรับจดหมายข่าวของคุณ

ท้ายที่สุดถ้าคุณไม่มีการประกาศผลิตภัณฑ์หรือบริการที่น่าตื่นเต้นพยายามหลีกเลี่ยงการโปรโมท และเมื่อคุณพูดถึงโปรโมชั่นของคุณพยายามทำในวิธีที่เข้าถึงได้

 

  • เลือกคำกระตุ้นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม

 

คุณอาจมีคำกระตุ้นการตัดสินใจ (CTA) หลายแห่งในอีเมลของคุณ แต่เลือกสิ่งที่จะโดดเด่นและเป็นจุดสนใจหลักของคุณ

CTA อาจเป็นการเข้าร่วมกับคุณในโซเชียลมีเดียแชร์กับเพื่อนหรืออ่านโพสต์หรือบล็อกเพิ่มเติม

 

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอีเมลของคุณเป็นไปตามกฎหมาย

 

เมื่อสร้างอีเมลสิ่งสำคัญคือคุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่จำเป็นทั้งหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับกฎหมาย GDPR ในยุโรป เพื่อให้แน่ใจว่าคุณปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับทั้งหมคุณควรตรวจสอบและทำความเข้าใจกฎหมายและข้อบังคับของอีเมล

 

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้อ่านสามารถยกเลิกการสมัครได้อย่างง่ายดาย

 

แม้จะต้องการให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมกับคุณ แต่คุณต้องแน่ใจว่าพวกเขาสามารถยกเลิกการสมัครรับจดหมายข่าว ปุ่ม “ยกเลิกการสมัคร” ที่ใช้งานง่ายทำให้ผู้ใช้มีโอกาสน้อยที่จะทำเครื่องหมายอีเมลของคุณว่าเป็นสแปม นอกจากนี้คุณต้องถูกต้องตามกฎหมายเพื่ออนุญาตให้ผู้ใช้ยกเลิกการสมัคร

ในทางกลับกันสิ่งนี้จะช่วยปกป้องชื่อเสียงของผู้ส่งและจะทำให้อัตราการคลิกผ่านและอัตราการเปิดของคุณสูงขึ้น

 

  • รวมสื่อสังคมออนไลน์

 

ตามที่เราเห็นจดหมายข่าวเหมาะสำหรับการให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมกับคุณในหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นให้แน่ใจว่าพวกเขาจะสามารถสนทนาต่อได้โดยง่ายโดยการเพิ่มไอคอนโซเชียลมีเดียในอีเมลของคุณ คุณสามารถเลือกที่จะเพิ่มสิ่งเหล่านี้ลงในด้านบนด้านข้างหรือด้านล่างของจดหมายข่าวของคุณ คุณอาจต้องการสร้างจดหมายข่าวฉบับหนึ่งเกี่ยวกับช่องทางโซเชียลมีเดียของคุณเพื่อให้ผู้อ่านสามารถดูว่าพวกเขาต้องติดตามคุณที่ไหนเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขากำลังมองหา

 

  • วัดประเมินผลความสำเร็จของคุณ

 

อีเมลทั้งหมดอาจถูกทดลองใช้และมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยและสิ่งใดที่ใช้ได้ผลกับ บริษัท หนึ่งอาจไม่ได้ผลสำหรับอีก บริษัทหนึ่ง นั่นเป็นเหตุผลที่คุณจำเป็นต้องวัดความสำเร็จของอีเมลของคุณเพื่อให้คุณรู้ว่าอะไรทำงานและไม่ทำงาน วิธีนี้จะช่วยให้คุณปรับแต่งอีเมลของคุณปรับแต่งให้เหมาะกับผู้ชมที่ไม่ซ้ำ ตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่ :

  • อัตราการเปิด: หัวเรื่องอะไรที่ได้รับการเปิดและอ่านอีเมลของคุณ
  • อัตราการคลิกผ่าน: CTA ใดในอีเมลของคุณที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
  • อัตราการยกเลิกการเป็นสมาชิก: เนื้อหาใดที่ทำให้ผู้รับของคุณยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • แชร์: ผู้อ่านของคุณแบ่งปันเนื้อหาอะไรกับเพื่อนและครอบครัวของพวกเขา

Social Sign Ups: ข้อมูลอะไรที่ทำให้ผู้คนเข้าร่วมคุณในโซเชียลมีเดีย

ในขณะที่การประดิษฐ์จดหมายข่าวทางอีเมลที่ไม่เหมือนใครอาจดูน่ากลัว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น คุณสามารถสร้างบางสิ่งที่โดดเด่นจากฝูงชน คุณสามารถสร้างการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าของคุณอย่างต่อเนื่อง สร้างความไว้วางใจกับผู้ชมของคุณในทางกลับกันสิ่งนี้จะผลักดันแคมเปญการตลาดอีเมลของคุณเพิ่มรายได้ของคุณ

ฟังก์ชันเด็ด Line@ ช่องทางง่ายๆ ในการทำธุรกิจออนไลน์

อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ถือว่ามีความสำคัญต่อหลายๆ ธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันในสังคมไทยยุค 4.0 แบบนี้ สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เข้ามามีบทบาทต่อคนแทบจะทุกเพศทุกวัย ซึ่งนอกจาก Facebook, Twitter และ Instagram ที่คนจะนึกถึงเมื่อต้องการขายสินค้าหรือบริการแล้ว ยังมีอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถใช้เป็นช่องทางในการตลาดออนไลน์ได้ นั่นก็คือ Line โดยตัวแอปพลิเคชัน Line เองก็มี Line@ ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ทำธุรกิจออนไลน์

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับฟังก์ชันเด็ดๆ จาก Line@ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจออนไลน์ จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ตามมาดูกันเลย

  1. Auto-reply & Keyword-reply Message

ฟังก์ชันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองคนที่ไม่ค่อยมีเวลาตอบลูกค้าสำหรับทุกคำถามที่ลูกค้าต้องการ แต่ยังสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ เพราะฟังก์ชันนี้จะสามารถช่วยตอบคำถามอัตโนมัติให้เราได้ เมื่อเรายังไม่ว่างตอบ แต่เราจะสามารถตั้งค่าได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นว่าจะสื่อสารผ่านการตอบเองหรือจะให้ระบบอัตโนมัติตอบให้ ซึ่งสามารถตั้งค่าได้ตลอดเวลา

  1. Coupon

เรียกได้ว่าฟังก์ชันนี้ทำให้ Line@ เป็นแอปพลิเคชันที่มีโปรโมชันมากกว่าสื่อโซเชียลมีเดียตัวอื่นๆ เลยก็ว่าได้ เนื่องจาก Line@ สามารถทำ E-Coupon หรือ E-Voucher ซึ่งเป็นส่วนลดต่างๆ ได้ และง่ายๆ เพียงแค่กดส่งไปถึง Line Inbox ของลูกค้า โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้โปรโมชันนี้กับลูกค้าทุกคน หรือลุ้นรางวัลสำหรับบางคนก็ได้ และยังสามารถกำหนดรายละเอียดอื่นๆ ของคูปองได้อีกด้วย

  1. Poll & Survey

การทำแบบสำรวจผ่าน Line@ ถือว่าเป็นการทำแบบสำรวจที่สามารถทำได้รวดเร็วและราคาถูกมากที่สุด เพียงใน 3 นาที และ Broadcast ไปหาลูกค้าของคุณ โดยเมื่อเราให้ลูกค้าทำแบบสอบถามเสร็จแล้ว เรายังสามารถออกแบบให้แจกของรางวัลเป็นคูปองแบบในข้อ 2. ได้อีกด้วย

  1. Rich Content

เป็นฟังก์ชันที่ต้องทำใน Computer เท่านั้น ผ่าน https://admin-official.line.me/ โดยจะช่วยให้ข้อความที่ Broadcast ออกไป มีรูปภาพที่ขึ้นเต็มจอของผู้ใช้งาน ทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งรูปภาพนี้เราสามารถแนบลิงก์ลงไปได้ ทั้งยังแนบไปได้หลายลิงก์ ตามจุดที่แตกต่างกันของภาพนั่นเอง

  1. Account Page

เป็นฟังก์ชันที่เปรียบเสมือนหน้าแสดงข้อมูลของร้าน โดยเราสามารถใส่ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้ง การเดินทาง เวลาทำการ เบอร์โทรศัพท์ เว็บไซต์ ฯลฯ นอกจากนั้นเรายังสามารถใส่รูปสินค้าประกอบลงไปได้ ทำให้คนที่เข้ามาดูรู้จักตัวตนของเรามากขึ้น

  1. Broadcast

ถ้าขาดฟังก์ชันนี้ไปก็คงไม่เรียกว่า Line@ เพราะถือว่าเป็นฟังก์ชันที่เด็ดมากถึงมากที่สุดของ Line@ เลยก็ว่าได้ เนื่องจากว่าเราสามารถส่งข้อความ หรือ Content ต่างๆ ที่เราอยากนำเสนอต่อลูกค้าได้ง่ายๆ เพียงชั่วพริบตา ในราคาเฉลี่ยเพียงข้อความละ 0.01 บาท หรือ 1 สตางค์เท่านั้นเอง และยังถือว่าเป็นวิธีการทำให้คนเห็นสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารได้สูงมาก แต่ใช้ต้นทุนที่ต่ำสุดๆ

การใช้บริการ Line@ อาจจะยังไม่แพร่หลายเท่าการทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทางอื่นๆ อย่าง Facebook, Twitter และ Instagram แต่ จากสิ่งที่นำเสนอไปในวันนี้ อาจทำให้หลายๆ คนเห็นแล้วว่า Line@ มีดีกว่าที่คุณคิดจริงๆ ลองหันมาใช้แอปพลิเคชันนี้ดู อาจจะทำให้ยอดขายของคุณเพิ่มขึ้นได้อีกหลายเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

อยากซื้อน้ำหอม

บางคนอยากได้น้ำหอม แต่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรไปเลย เพราะกะจะไปเลือกดมที่ร้านเพียงอย่างเดียว ซึ่งบางทีก็อาจจะทำให้เราพลาดเลือกกลิ่นน้ำหอมที่ไม่ถูกใจมาก็ได้ ถ้าไม่อยากเลือกน้ำหอมแบบพลาดๆ อย่างน้อยควรค้นหากลิ่นน้ำหอมยอดฮิตไว้ในใจ เพื่อประหยัดเวลาในการเลือกซื้อ และเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนที่จะไปเลือกดมน้ำหอมด้วย แต่ต้องเตรียมร่างกายยังไงกันบ้าง มาลองอ่านกันดูเลย

  1. ถ้ารู้ตัวว่าไม่สบาย ให้ข้ามไปก่อน อย่าพึ่งรีบซื้อ เพราะถ้าเราไปดมกลิ่นน้ำหอมขณะไม่สบาย คงได้กลิ่นที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมน่าดู ทำให้สุดท้ายเราก็จะได้น้ำหอมกลิ่นที่ไม่ชอบมา เสียดายทั้งเงิน เสียดายทั้งเวลาเลยนะ
  2. ไม่ควรทานอาหารที่มีรสจัด หรือออกกำลังกายอย่างหนักก่อนไปเลือกซื้อน้ำหอม เพราะพฤติกรรม 2 อย่างนี้จะทำให้ประสาทการรับรู้กลิ่นของเราลดลง!
  3. จุดที่ดีที่สุดในการทดสอบกลิ่นน้ำหอม คือบริเวณข้อมือ เพราะเป็นจุดชีพจรที่ปล่อยความร้อนออกมา ทำให้กลิ่นของน้ำหอมแสดงประสิทธิภาพออกมาได้ดี
  4. ถ้าเกิดอยากลองน้ำหอมหลายกลิ่น ขอแนะนำว่าให้ลองกับข้อมือของอีกข้างหนึ่ง ไล่ขึ้นไปจนถึงบริเวณแขน แต่ควรทิ้งระยะห่างไว้สักพักหนึ่งเพื่อไม่ให้กลิ่นของน้ำหอมปะปนกัน
  5. อย่างที่ทราบกันว่าน้ำหอมนั้นมีหลายระดับ เราจึงไม่ควรตัดสินใจเลือกซื้อน้ำหอมจากกลิ่นที่ดมตอนฉีดออกมาทันที ควรปล่อยทิ้งไว้สัก 10-20 นาที หรือหากเป็นไปได้ให้ฉีดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เพราะกลิ่นสุดท้ายของน้ำหอมนี่แหละ จะเป็นกลิ่นหอมที่แท้จริงของน้ำหอม และจะเป็นกลิ่นที่อยู่ติดทนกับตัวเรามากที่สุด

 

รู้เทคนิคง่ายๆ ในการเตรียมตัวก่อนไปเลือกซื้อน้ำหอมแบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมเอามาปรับใช้กันด้วยนะคะ เพราะน้ำหอมขวดหนึ่งก็มีราคาที่ค่อนข้างแพง ถ้าเราได้กลิ่นที่ไม่ถูกใจมาก็คงจะรู้สึกแย่ไม่น้อย เพราะฉะนั้นควรเตรียมตัวให้ดีก่อนไปเลือกซื้อน้ำหอมด้วยนะคะ จะได้เจอกลิ่นที่ถูกใจ และอยากใช้น้ำหอมขวดนั้นไปทุกวันไงคะ

ความทรงจำอันเข้มข้น

มีเหตุการณ์หลายๆครั้งในชีวิตที่กลิ่นน้ำหอมนำพาความคิดเป็นพันๆ อย่างไปสู่จิตใจ ลอดผ่านจมูกไปยังสมองประมวลผลสู่หน่วยความทรงจำอันลึกสุดของจิตใจ ในบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าโลกของกลิ่นคือโลกที่สวยงามราวกับเป็นการเริ่มต้นใหม่ของวันอันแสนโรแมนติก

น้ำหอมสามารถเนรมิตให้ทุกๆวันคือวันพิเศษ คุณสามารถหลบหนีจากการงานไปชั่วขณะหรือเรื่องราวเครียดในชีวิตเพียงแค่ปล่อยใจไปกับกลิ่นของน้ำหอม

เมื่อคุณเดินเข้าไปในร้านน้ำหอมคุณจะสัมผัสได้ถึงผนังกระจกสะท้อนแสงเห็นถึงขวดน้ำหอมที่วางไว้อย่างประณีตในซุ้มขนาดใหญ่ที่มีความสมบูรณ์แบบ

ซึ่งบนนั้นจะมีขวดแก้วสีสวยสะดุดตาเรียงรายอย่างสวยงาม สำหรับผู้หญิงแล้วมันเหมือนสวรรค์ ที่มีความสวยงามตั้งแต่ขวดยันกลิ่น โดยกลิ่นน้ำหอมแต่ละขวดล้วนถูกสร้างขึ้นมาและอัดเเน่นไปด้วยความทรงจำอันเข้มข้นซึ่ง “ชนิดของกลิ่น” เป็นตัวสะท้อนความทรงจำของช่วงที่ผ่านมาในชีวิตอย่างต่อเนื่องถึงแม้กลิ่นน้ำหอมนั้นจะพาเราไปยังความคิดที่ดีหรือเศร้าแต่นั่นก็นับว่าเป็นความทรงจำที่เคยผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้นกลิ่นน้ำหอมยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวคุณและคนรอบข้างโดยกลิ่นน้ำหอมแฝงไปด้วยความรัก ไม่ว่าจะผ่านมาอีกสักกี่ปีเมื่อคุณหวนไปนึกถึงวันที่ใช้น้ำหอมเป็นครั้งแรกคุณก็จะมีความสุขและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งราวกลับว่ากลิ่นนั้นอัดแน่นด้วยความทรงจำอันเข้มข้น

น้ำหอมมีฤดูกาลหรือไม่?

ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนผันไปตามการเวลาเหมือนกับการใส่เสื้อกันหนาวในช่วงฤดูหนาวแล้วใส่เสื้อบางโปร่งสำหรับช่วงฤดูร้อนและใส่เสื้อกันฝนในฤดูฝน ทุกๆอย่างล้วนเกี่ยวข้องกันไม่เว้นแต่เรื่องน้ำหอม

น้ำหอมเป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาลกาลความงาม น้ำหอมบางชนิดมีประสิทธิภาพจะทำงานได้ดีกว่าในบางฤดู เหตุผลนี้ขึ้นอยู่กับ สารเคมี และส่วนผสม

เพราะฤดูที่แตกต่างกันจะทำให้กลิ่นน้ำหอมทำงานตามอุณหภูมิภายนอก ณ ขนาดที่พ่นน้ำหอมออกไป ซึ่งสภาพอากาศที่อบอุ่นจะนำพากลิ่นมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันตั้งแต่กลิ่นดอกไม้ยันกลิ่นของผลไม้สุก ด้วยเหตุนี้คุณจึงควรฉีดน้ำหอมกลิ่นเบาๆ บางเบาและตระนักถึงผลกระทบมากขึ้นเนื่องจากความร้อนทำให้กลิ่นหอมขึ้นมากกว่าเดิมบางคนคิดว่านี่คือเรื่องดีในการเลือกใช้น้ำหอมแต่ถ้าคุณฉีดน้ำหอมในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดีได้ กลิ่นน้ำหอมที่มีลักษะบางเบาผสานกับความสดชื่นมาจากวัตถุดิบที่เกิดตามสิ่งแวดล้อมจะเหมาะที่สุดสำหรับฤดูนี้

ในทางกลับกันในสภาพอากาศที่หนาวเย็นเหมาะสำหรับน้ำหอมที่มีวัตถุดิจากแอมเบอร์ เมื่อกระทบกับอากาศจะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น

สุดท้ายแล้วคุณสามารถเลือกกลิ่นน้ำหอมให้เหมาะกับอารมณ์,บุคลิก,หรือฤดูกาลก็ตาม คุณก็ควรคำนึงถึงกลิ่นหอมของสารเคมีในร่างกายและอุณหภูมิภายนอกที่ส่งผลให้กลิ่นเพี้ยนไป ฉะนั้นคุณสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้ในการเลือกน้ำหอมที่คุณและคนรอบข้างประทับใจได้ด้วยการเลือกน้ำหอมตามฤดูกาล

กำเนิดน้ำหอมกลิ่นทะเล

Calon เป็นส่วนประกอบหนึ่งของน้ำหอมผู้ชายและผู้หญิงและมักถูกใช้มานานหลายศตวรรษ โดย Calone มีกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์ของ “ลมทะเล” รุนแรงและแซมด้วยกลิ่นอายของดอกไม้น้อยๆ จึงทำให้ถูกใช้เป็นส่วนประกอบของกลิ่นน้ำหอมตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เนื่องจากมีน้ำโอโซนเข้มข้นและเป็นกลิ่นที่โดดเด่นกว่าส่วนประกอบอื่นๆ

ตั้งแต่ต้นทศวรรษ ซึ่ง Calone หรือเป็นที่รู้จักในวงการอุตสาหกรรมน้ำหอมว่า “ketone watermelon” เป็นสารประกอบน้ำหอมสังเคราะห์นี้ถูกค้นพบโดย Pfizer ในปี พ.ศ.2494 และได้รับการจดศิทธิบัตรเมื่อปี พ.ศ.2513 ซึ่ง Calone มีลักษณะคล้ายกับโครงสร้างของฟีโรโมนที่ผลิตโดยสาหร่ายสีน้ำตาลบางชนิด และในรูปผลึกสีขาวจะมีจมูกที่มีกลิ่นฉุนแต่เมื่อได้รับการเจือจางในระดับที่ดีกลิ่นของมันก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็น ซึ่งกลิ่นนั้นคล้ายกับกลิ่นของมหาสมุทร

ต่อมาในปี 1990 น้ำหอมกลิ่นอายมหาสมุทรได้เปิดตัวขึ้นมาและถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่มากในยุคนั้น จึงทำให้อุตสหกรรมน้ำหอมหลายแบรนด์เริ่มหันมาใช้มากขึ้นหรือเรียกได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้ำหอมอื่นๆ ทั่วโลก จนกระทั่งช่วยปลายของยุค 90 ถือว่าป็นจุดสูงสุดของน้ำหอมของน้ำหอมที่มีกลิ่นของทะเลเพราะกลิ่นนี้มีกลิ่นที่ติดทนยาวนาน เกือบทุกแบรนด์จะต้องมีส่วนผสมด้วย Calon รวมไปถึงผู้ชายหลายคนที่ชื่นชอบนโคโลญจ์ยังมีคุณลักษณะของ Calone เพราะเรียกเสน่ห์จากสาวๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

คนส่วนใหญ่ใช้น้ำหอมเพื่ออะไร?

น้ำหอมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ช่วงแรกของอารยธรรมชาวกรีกและชาวโรมัน โดยพวกเขาจะใช้กลิ่นหอมในห้องอาบน้ำเพื่อวัตถุประสงค์ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

แต่ในปัจจุบันวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำหอมได้เปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนกับว่าใช้เป็นสัญญาลักษณ์ของสังคมที่พัฒนาแล้ว เพราะน้ำหอมสามารุกระตุ้นความทรงจำ เพิ่มความมั่นใจ ทำให้ผู้คนมีความสุข

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ชื่นชอบน้ำหอมส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับรสนิยม คุณอาจจะคิดว่าคนเราใช้น้ำหอมเพื่อเรียกเสน่ห์เพียงอย่างเดียวแต่จริง ๆแล้วกลับไม่ใช่ทั้งหมด มาร่วมหาเหตุผลที่หลายๆ คนใช้น้ำหอมกัน

1.น้ำหอมกระตุ้นฟีโรโมนประเภทฮอร์โมน ซึ่งจะไปกระตุ้นความต้องการทางเพศมากขึ้นแก่ผู้พบเห็น

2.น้ำหอมจะทำให้คุณกับคนรักเกิดความทรงจำร่วมกัน เราทุกคนมีน้ำหอมที่ชื่นชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิง เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มสร้างความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่น กลิ่นของน้ำหอมก็จะคอยย้ำเตือนถึงช่วงเวลาอันแสนพิเศษเหมือนกับว่าคุณได้อยู่ในเดทแรกอีกครั้งแบบไม่รู้จบ

3.น้ำหอมมีพลังที่จะนำคุณไปยังสถานที่สงบและลดความเครียดในตัวคุณลงได้ คุณจะรู้สึกผ่อนคลายและได้รับพลังด้านบวกเมื่อดมกลิ่นน้ำหอม

4.คนส่วนใหญ่จะใช้น้ำหอมเพื่อแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวและบ่งบอกรสนิยม พวกเขาทั้งหลายจะใช้มันเนื่องในโอกาสพิเศษหรืองานที่พบปะผู้คนจำนวนมาก เพื่อแสดงถึงสไตล์และตัวตนของคุณที่เป็นเอกลักษณ์แห่งความสง่างามและความคลาสสิกในตัวคุณเอง

OpenStack ปะทะ VMware

ต้องบอกว่าตอนนี้การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ถือว่ากำลังมาแรง ยิ่งถ้าพูดถึงเทคโนโยอย่าง Private Cloud ในตอนนี้ ทั้ง OpenStack และ VMware ต่างก็ถือว่าเป็นคู่แข่งกันในด้านการเป็นตัวเลือกยอดนิยมมาโดยตลอด แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ทั้ง IoT และ NFV อาจทำให้ OpenStack กลายมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงครามครั้งนี้

แม้หลายๆ องค์กรใหญ่จะใช้งาน VMware มานาน แต่ฝ่ายบริษัทผู้ให้บริการทาง IT กลับจะดูชอบพอ OpenStack กันเสียมากกว่า ซึ่งผลสรุปของตลาดการแข่งขันที่จะกระเทือนทั้ง OpenStack และ VMware อาจขึ้นอยู่กับ IoT และ NFV ล้วนๆ

Virtual Resources ได้สร้างความยุ่งยากอีกระดับให้กับทีม Operation ของ Data center โดยทั่วไปแต่ละองค์กรจะ Install และ Integrate แต่ละ Application แบบ Manual หรือใช้งาน Simple operating system scripting languages เป็นหลัก แต่วิธีนี้ค่อนข้างเสี่ยงต่อการเกิด Configuration Error ในการ Deploy application ลง Resource pool ดังนั้นองค์กรสมัยนี้เลยหันมาใช้ DevOps Tools ให้ช่วย Deploy แต่ด้วยความที่ Tools เหล่านี้สามารถใช้งานได้ทั้งกับ OpenStack และ VMware จึงยังไม่ค่อยมีใครได้เปรียบเสียเปรียบนักในสงคราม Cloud นี้

NFV สะเทือนสนามรบ OpenStack และ VMware

เมื่อไม่นานมานี้ Network Operator หลายๆ เจ้าได้พัฒนา Specification ใหม่ที่ทำให้ Cloud hosting ที่สามารถรองรับ Network Feature ได้ โดยเรียกมันว่า NFV (Network Functions Virtualization) ซึ่ง NFV เป็นเหมือน Cloud application ที่ถูกแปลงมาเป็น Network Feature อย่างหนึ่ง โดยเกือบทั้งหมดของ NFV Implementations ต้องใช้ Cloud Deployment Tools มาเป็น Interface ของ Resources และด้วยความที่ OpenStack เองก็เป็น Open Source จึงสนับสนุนและทำงานร่วมกับ NFV ได้เป็นอย่างดี ผิดกับ VMware ที่ล่าช้าไปหน่อยกว่าจะพัฒนา Tools ที่เข้ากับ NFV ขึ้นมาได้

ในอีก 5 ปีข้างหน้า การ Hosting network feature อาจกลายมาเป็น Data Center Deployment แหล่งใหญ่ที่สุดได้ และถ้า OpenStack มีบทบาทใน NFV มากๆ เข้า จะทำให้ OpenStack ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการใช้งาน Cloud รูปแบบใหม่นี้ทันที ยิ่งเมื่อเหล่า Network Operator เริ่มใช้ NFV Data Center เพื่อให้บริการ Public Cloud ถึงตอนนั้น OpenStack-based private cloud ก็สามารถกลายมาเป็น Hybrid Cloud ได้ง่ายขึ้น เสริมความแข็งแกร่งของ OpenStack ในตลาด Cloud ไปอีกขั้น

NFV คือรูปแบบหนึ่งของ Cloud Computing ที่มีทั้งความน่าเชื่อถือและความรวดเร็ว ถูกออกแบบมาให้รองรับ Tenant Service ได้เป็นล้านๆ สามารถตั้งค่า Automate ในส่วนการ Deployment และ Management Process เพื่อคุมค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งองค์กรทั้งหลายและผู้ให้บริการ Public Cloud ต่างก็สนใจในความสามารถพวกนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้า Tools และ Features ของ NFV จะถูกใช้กันโดยทั่วไปตามองค์กรต่างๆ และยิ่งถ้า Tools เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้เข้ากับ OpenStack ได้ดีกว่า VMware แล้วล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครจะเป็นผู้นำแต้มต่อในวงการนี้ในอนาคต

ผลกระทบครั้งใหญ่ของ IoT ต่อ OpenStack  และ VMware

IoT หรือ Internet of Things เป็นอีกเทรนด์ที่ส่งจะผลกระทบต่อกลุ่ม Network Operator เป็นอันดับแรก ด้วยการสร้าง Platform และ Tools ใหม่ๆ ขึ้นมา โดย IoT มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน องค์ประกอบแรกคือส่วนที่เชื่อมต่อระหว่าง Sensor กับ Controller และส่วนที่คอยแปลงข้อมูลของ Sensor กับ Controller ให้เป็น Format สำหรับการเข้าถึง Application อย่างปลอดภัย อีกองค์ประกอบหนึ่งของ IoT นั้นจะคล้ายๆ กับโกดังเก็บ Big Data และพวก Application คุมระบบต่างๆ เช่น process control, vehicle/traffic control และ mobile contextual services based on location จะว่าไปก็เหมือนกับเป็น Cloud Applications หรือ NFV Functions รูปแบบหนึ่ง

ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยี Cloud Computing ที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้มักจะเป็นพวกบริการ Public Cloud เพื่อเข้ามาเป็นส่วนขยายของ Data Center Virtualization และ Hosting โดย Application ที่สร้างไว้ใน Cloud ก็จะมีความคล้ายคลึงกับ Web และ Front-end technology ที่นำมาประยุกต์กับ Data Center Application แบบเก่า แต่ IoT นั้นต่างออกไป มันจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่แจกจ่ายการทำงานของ Data และ Processing ได้พร้อมๆ กัน ทั้งยังสามารถ Redefining Workflow เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อีกด้วย ดังนั้นแนวโน้มที่ IoT จะเข้าไปมีบทบาทร่วมใน Data Center และ Public Cloud ของแต่ละองค์กรจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จากการที่ Network operator หลายแห่งเลือกใช้งาน Open source ซึ่งแน่นอนว่ามักจะหมายถึง OpenStack สำหรับ NFV ย่อมส่งผลให้ OpenStack กลายมาเป็นที่นิยมสำหรับ IoT Platform ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก IoT Application มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Network Function อย่างไรก็ดี ความนิยมของ OpenStack จะนำขึ้นมาเหนือ VMware ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า NFV จะถูกพัฒนาและนำมาปรับใช้ได้เร็วแค่ไหนนั่นเอง

 

Cloud Servers?

ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีของ Cloud หรือ Cloud Computing ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ในอนาคตจะมีการเอา Cloud Computing ไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ จึงทำให้หน่วยงานหลายๆหน่วยงาน เริ่มให้ความสนใจกับระบบ Cloud มากขึ้น

คลาวด์ หรือ Cloud Computing คือการทำงานของ Server ขนาดใหญ่ ที่ทำงานด้วย Sever หลายๆ เครื่อง โดยแบ่งชั้นการประมวลผลออกจากชั้นเก็บข้อมูล เป็นการร่วมกันทำงานของ Server หลายๆ เครื่อง มีผลดีคือเมื่อ Server ใด Sever หนึ่งเกิดความเสียหายขึ้นก็จะไม่ส่งผลกับการใช้งานของผู้ใช้บริการ เพราะระบบจะทำการย้ายไปทำงานในเครื่องใหม่โดยอัตโนมัติ ซึ่งก็แสดงถึงความปลอดภัยของข้อมูลของผู้ใช้บริการนั่นเอง

 

ข้อดีของบริการ Cloud Server มีดังนี้

ความยืดหยุ่น : สามารถดึงทรัพยากรเพิ่มเติมมาใช้ได้เมื่อต้องการ

คุ้มค่าใช้จ่าย : คิดค่าบริการเมื่อมีการใช้งาน ผู้ใช้บริการจ่ายค่าบริการตามจำนวนค่าใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น

ติดตั้งง่าย : Cloud Server ไม่มีการตั้งค่าเริ่มต้นที่วุ่นวายมากนัก

เชื่อถือได้ : เพราะมี Server สำหรับให้บริการอยู่หลายตัว ถ้าตัวไหนเกิดมีปัญหาขึ้นมา แหล่งทรัพยากรก็จะย้ายไป Server อื่นทันทีโดยไม่กระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้บริการ

ซึ่งในปัจจุบัน Cloud ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการใช้งาน Web Hosting มากขึ้น อาจเป็นเพราะ Cloud สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการลงทุนซื้อ Server ได้ สามารถเลือกจ่ายค่าบริการเท่าที่ทางองค์กรเลือกใช้ และยังมีบริการให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น Web Site , VM หรือ VPS , Mobile Service , Storage , Etc.