คลังเก็บป้ายกำกับ: Data Center

OpenStack ปะทะ VMware

ต้องบอกว่าตอนนี้การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ถือว่ากำลังมาแรง ยิ่งถ้าพูดถึงเทคโนโยอย่าง Private Cloud ในตอนนี้ ทั้ง OpenStack และ VMware ต่างก็ถือว่าเป็นคู่แข่งกันในด้านการเป็นตัวเลือกยอดนิยมมาโดยตลอด แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ทั้ง IoT และ NFV อาจทำให้ OpenStack กลายมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงครามครั้งนี้

แม้หลายๆ องค์กรใหญ่จะใช้งาน VMware มานาน แต่ฝ่ายบริษัทผู้ให้บริการทาง IT กลับจะดูชอบพอ OpenStack กันเสียมากกว่า ซึ่งผลสรุปของตลาดการแข่งขันที่จะกระเทือนทั้ง OpenStack และ VMware อาจขึ้นอยู่กับ IoT และ NFV ล้วนๆ

Virtual Resources ได้สร้างความยุ่งยากอีกระดับให้กับทีม Operation ของ Data center โดยทั่วไปแต่ละองค์กรจะ Install และ Integrate แต่ละ Application แบบ Manual หรือใช้งาน Simple operating system scripting languages เป็นหลัก แต่วิธีนี้ค่อนข้างเสี่ยงต่อการเกิด Configuration Error ในการ Deploy application ลง Resource pool ดังนั้นองค์กรสมัยนี้เลยหันมาใช้ DevOps Tools ให้ช่วย Deploy แต่ด้วยความที่ Tools เหล่านี้สามารถใช้งานได้ทั้งกับ OpenStack และ VMware จึงยังไม่ค่อยมีใครได้เปรียบเสียเปรียบนักในสงคราม Cloud นี้

NFV สะเทือนสนามรบ OpenStack และ VMware

เมื่อไม่นานมานี้ Network Operator หลายๆ เจ้าได้พัฒนา Specification ใหม่ที่ทำให้ Cloud hosting ที่สามารถรองรับ Network Feature ได้ โดยเรียกมันว่า NFV (Network Functions Virtualization) ซึ่ง NFV เป็นเหมือน Cloud application ที่ถูกแปลงมาเป็น Network Feature อย่างหนึ่ง โดยเกือบทั้งหมดของ NFV Implementations ต้องใช้ Cloud Deployment Tools มาเป็น Interface ของ Resources และด้วยความที่ OpenStack เองก็เป็น Open Source จึงสนับสนุนและทำงานร่วมกับ NFV ได้เป็นอย่างดี ผิดกับ VMware ที่ล่าช้าไปหน่อยกว่าจะพัฒนา Tools ที่เข้ากับ NFV ขึ้นมาได้

ในอีก 5 ปีข้างหน้า การ Hosting network feature อาจกลายมาเป็น Data Center Deployment แหล่งใหญ่ที่สุดได้ และถ้า OpenStack มีบทบาทใน NFV มากๆ เข้า จะทำให้ OpenStack ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการใช้งาน Cloud รูปแบบใหม่นี้ทันที ยิ่งเมื่อเหล่า Network Operator เริ่มใช้ NFV Data Center เพื่อให้บริการ Public Cloud ถึงตอนนั้น OpenStack-based private cloud ก็สามารถกลายมาเป็น Hybrid Cloud ได้ง่ายขึ้น เสริมความแข็งแกร่งของ OpenStack ในตลาด Cloud ไปอีกขั้น

NFV คือรูปแบบหนึ่งของ Cloud Computing ที่มีทั้งความน่าเชื่อถือและความรวดเร็ว ถูกออกแบบมาให้รองรับ Tenant Service ได้เป็นล้านๆ สามารถตั้งค่า Automate ในส่วนการ Deployment และ Management Process เพื่อคุมค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งองค์กรทั้งหลายและผู้ให้บริการ Public Cloud ต่างก็สนใจในความสามารถพวกนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้า Tools และ Features ของ NFV จะถูกใช้กันโดยทั่วไปตามองค์กรต่างๆ และยิ่งถ้า Tools เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้เข้ากับ OpenStack ได้ดีกว่า VMware แล้วล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครจะเป็นผู้นำแต้มต่อในวงการนี้ในอนาคต

ผลกระทบครั้งใหญ่ของ IoT ต่อ OpenStack  และ VMware

IoT หรือ Internet of Things เป็นอีกเทรนด์ที่ส่งจะผลกระทบต่อกลุ่ม Network Operator เป็นอันดับแรก ด้วยการสร้าง Platform และ Tools ใหม่ๆ ขึ้นมา โดย IoT มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน องค์ประกอบแรกคือส่วนที่เชื่อมต่อระหว่าง Sensor กับ Controller และส่วนที่คอยแปลงข้อมูลของ Sensor กับ Controller ให้เป็น Format สำหรับการเข้าถึง Application อย่างปลอดภัย อีกองค์ประกอบหนึ่งของ IoT นั้นจะคล้ายๆ กับโกดังเก็บ Big Data และพวก Application คุมระบบต่างๆ เช่น process control, vehicle/traffic control และ mobile contextual services based on location จะว่าไปก็เหมือนกับเป็น Cloud Applications หรือ NFV Functions รูปแบบหนึ่ง

ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยี Cloud Computing ที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้มักจะเป็นพวกบริการ Public Cloud เพื่อเข้ามาเป็นส่วนขยายของ Data Center Virtualization และ Hosting โดย Application ที่สร้างไว้ใน Cloud ก็จะมีความคล้ายคลึงกับ Web และ Front-end technology ที่นำมาประยุกต์กับ Data Center Application แบบเก่า แต่ IoT นั้นต่างออกไป มันจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่แจกจ่ายการทำงานของ Data และ Processing ได้พร้อมๆ กัน ทั้งยังสามารถ Redefining Workflow เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อีกด้วย ดังนั้นแนวโน้มที่ IoT จะเข้าไปมีบทบาทร่วมใน Data Center และ Public Cloud ของแต่ละองค์กรจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จากการที่ Network operator หลายแห่งเลือกใช้งาน Open source ซึ่งแน่นอนว่ามักจะหมายถึง OpenStack สำหรับ NFV ย่อมส่งผลให้ OpenStack กลายมาเป็นที่นิยมสำหรับ IoT Platform ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก IoT Application มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Network Function อย่างไรก็ดี ความนิยมของ OpenStack จะนำขึ้นมาเหนือ VMware ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า NFV จะถูกพัฒนาและนำมาปรับใช้ได้เร็วแค่ไหนนั่นเอง

 

ไขข้อข้องใจ Private Cloud หรือ Public Cloud ต่างกันอย่างไร? ควรเลือกแบบไหนดี?

บางคนอาจยังมีข้อข้องใจเกี่ยวกับระบบ Cloud ในส่วนของ Private Cloud และ Public Cloud ว่ามันทำงานแตกต่างกันอย่างไง เรามาไขข้อข้องใจเรื่องการทำงานที่แตกต่างกันระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud กัน เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังลังเลวาจะใช้บริการแบบไหนดี

 

Private Cloud

Private Cloud ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ internal หรือ Enterprise Cloud จะอยู่ในระบบ Intranet หรือ Data Center ภายในของบริษัท ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยด้วยระบบ Firewall

โดย Private Cloud ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่งสำหรับองค์กรที่มี Data Center คุณภาพสูงอยู่แล้ว เนื่องจากสามารถใช้ Infrastructure ของตนได้เลย แต่ข้อเสียก็คือว่าผู้ใช้บริการจะต้องซ่อมบำรุง รวมไปถึง

อัปเดต Data Center  ทั้งหมดด้วยตัวเอง และยิ่งนานวันเข้า Server ต่างๆ ย่อมมีการเสื่อมสภาพไป หากต้องการการปรับเปลี่ยนหรือซื้อของมาแทนที่ ก็จะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่จะได้กลับมาจากการใช้ Private Cloud ก็คือจะมีระบบการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง ทั้งยังมีความเป้นส่วนตัวสูงมาก เหมาะกับองค์กรที่มีข้อมุลอันเป็นความลับเป็นจำนวนมาก ทำให้มั่นใจในการใช้บริการได้

 

Public Cloud

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งของ Private Cloud และ Public Cloud ก็คือทางองค์กรไม่ต้องรับผิดชอบต่อภาระการจัดการใดๆ ในระบบเลย หากใช้ Public Cloud เพราะข้อมูลจะถูกเก็บไว้ใน Data Center ของผู้ให้บริการ รวมไปถึงเรื่องของการอัพเดตระบบต่างๆ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Public Cloud ตอบโจทย์กับหลายๆรกิจ เพราะจะทำให้สามารถไปให้ความสนใจกับงานหลักของตนได้เต็มที่ ทั้งยังใช้ทุนที่ไม่สูง และยังช่วยลดความล่าช้าในการ Test และ Deploy Products ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดีเนื่องจากบริการ Public Cloud เป็นบริการที่แหล่งทรัพยากรอาจจะมาจากแหล่งเดียวกัน จึงทำให้องค์กรใหญ่ๆ บางแห่งหันไปใช้บริการ Private Cloud ที่มีความปลอดภัยสูงกว่า แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางจะให้ความสนใจกับ Public Cloud มากกว่า แต่ถ้าคุณเป็นคนเลือก คุณจะเลือกแบบไหนกันล่ะ?

OpenStack เป็นผู้นำ Private Cloud ไม่ได้ ถ้าขาด AWS

OpenStack กำลังมาแรงเป็นกระแสกับบริการ Private Cloud แต่มันอาจยังไม่เพียงพอสำหรับตลาดการแข่งขันในตอนนี้ อีกทั้งการจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับ AWS อย่างเลี่ยงไม่ได้

Alan Waite นักวิเคราะห์แห่ง Gartner กล่าวว่า OpenStack ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานค่อนข้างเยอะ มีเพียงไม่กี่เคสที่มีการใช้งานเหมาะกับ OpenStack ดังนั้น OpenStack ต้องหาวิธีที่จะทำให้ คลาวด์ ของตนทำงานร่วมกับ Public Cloud ได้มากกว่านี้ และ OpenStack ยังต้องพึ่งพา AWS (Amazon Web Service) แต่ติดปัญหาตรงที่ AWS ไม่ได้ต้องการ OpenStack มากเท่า OpenStack ต้องการ AS

Private หรือ Public ดี?

OpenStack ต้องมอง AWS ในฐานะ Partner ให้ความสำคัญกับ AWS API รวมไปถึง Azure API ที่นับเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในตลาด Robert Cathey PR ของ OpenStack ออกมาชี้ปัญหาของเรื่องนี้ว่า AWS ไม่เห็น OpenStack เป็น Partner ที่คู่ควร แม้ว่าทาง OpenStack จะเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมงานกับ AWS ก็ตาม ที่เป็นแบบนี้เนื่องจาก AWS ยืนยันที่จะยึดติดกับ Public Cloud ของตัวเองเป็นหลัก ถึงขั้นบอกว่า Private Cloud ไม่ถือว่าเป็น คลาวด์ เพราะมันทำให้พลาดข้อได้เปรียบทั้งหมดของการทำงานในระบบ Cloud

บางฝ่ายอาจพุ่งเป้าไปยังราคาที่ค่อนข้างสูงของ Private Cloud ตามที่ 451 Research จะพยายามเปิดเผย แต่ที่จริงแล้วราคาของ Private Cloud มีความคลุมเครือไม่ต่างจาก Server-based สักเท่าไหร่ อีกทั้งเรื่องราคาไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้ผู้คนย้ายมาใช้งาน Public Cloud ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งานมากกว่า

ความหวังสุดท้ายของ Private Cloud

สำหรับหลายๆ บริษัทแล้ว Hybrid Cloud ก็ไม่ต่างอะไรกับ Private Cloud รูปแบบใหม่ หลังจากที่ Private Cloud เดิมไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ Hybrid Cloud จึงเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการมือรองหวังที่จะใช้แข่งกับ Amazon และ MicroSoft ทั้งยังกลายมาเป็นทางออกของเหล่าบริษัทที่เห็นแล้วว่า Private Cloud ส่วนตัวไม่เวิร์ค จนต้องเริ่มหันไปหา Public Cloud แทน

Alan Waite ยังยืนยันว่า ตอนนี้ OpenStack เป็นความหวังที่ดีที่สุดที่จะให้ Private Workload Control Layer สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบได้ เพราะ OpenStack มี Control plane และ API สำหรับการ Compute ในลักษณะไม่ต่างจากสิ่งที่ Software-defined Networking และ Software-defined Storage ทำสำหรับ Network และ Storage เท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์เทียบเท่า AWS และ Public Cloud อยู่ดี จำนวนการใช้งานของ OpenStack ตามจริงมีเพียงแค่หลักร้อย เพราะด้วยข้อจำกัดในการใช้งานและมีไม่กี่เคสที่เหมาะกับ OpenStack

ทว่ายังพอมีหวัง ถ้า OpenStack ผันตัวเองมาเป็น Partner และ Gateway สำหรับการเข้าถึงของ Public Cloud นอกจากนี้ OpenStack ยังต้องการคนกลางที่สามารถจัดระเบียบให้กับความยุ่งเหยิงของ OpenStack และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ ดังเช่นที่ Red Hat เคยทำมาแล้วกับ Linux ซึ่งแน่นอนว่า Red Hat เองก็อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมจะเข้ามาจัดการ OpenStack ด้วยเช่นกัน ช่วงนี้ OpenStack เองก็เริ่มจ่ายเงินปันผลให้กับ Red Hat อย่างจริงจังแล้ว CEO Jim Whitehurst จาก Red Hat ยังเผยว่า OpenStack จ่ายมากว่า 100,000 ดอลล่าร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งใน Deal ที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

หนทางของ OpenStack

แม้ว่า Public Cloud จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังที่ Thomas Bittman นักวิเคราะห์จาก Gartner ได้ออกมาเผยว่า Workload ใหม่ๆ ดูมีแนวโน้มจะพึ่งพา Public Cloud กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าของใหม่ย่อมเติบโตเร็วมากกว่า Workload ของ Data Center แบบเดิมๆ โดยครั้งนี้เร็วกว่าถึง 3 เท่า ทางด้าน Eucalyptus API ที่ทำงานคู่กับ AWS ได้เป็นอย่างดี ดูจะเป็นก้าวที่ชาญฉลาดของ HP แต่สำหรับ OpenStack น่าจะต้องพยายามเพิ่มขึ้นเพื่อร่วมมือกับ AWS

ส่วนความสำเร็จในการใช้งาน OpenStack ของบริษัทชั้นนำอย่าง Walmart เป็นเพียงข้อยกเว้นอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะทำได้แบบนี้ ซึ่ง OpenStack จำเป็นต้องหาหนทางการทำงานที่เข้ากันได้กับ Amazon และ Microsoft เพื่อผลักดันตัวเองให้เป็นมากกว่าแค่เครื่องบังหน้าของกลุ่ม CIO ที่ยังไม่คุ้นชินกับ คลาวด์

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า Red Hat อาจจะเป็นตัวช่วยเบอร์หนึ่งของ OpenStack ก่อนหน้านี้ Red Hat สามารถรัน Red Hat Enterprise Linux ในหลายระบบปฏิบัติการได้ โดยร่วมมือด้าน Data Center กับ AWS และทางองค์กรเองก็ขยับขยาย Management Service ให้ง่ายขึ้นสำหรับการจัดการ Workload จากหลากหลาย Deployment Target ซึ่งวิธีการพวกนี้น่าจะเอามาปรับใช้กับ OpenStack ด้วยเช่นกัน เป็นการเพิ่มฐานลูกค้าผู้ใช้บริการ OpenStack แม้ว่าภาระจะตกไปอยู่ที่ Red Hat มากกว่า AWS ก็ตาม

Paul Cormier ประธานของ Red Hat แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาของการบริการ PaaS จากผู้ให้บริการรายอื่นไว้ว่า เมื่อเราสร้าง Application ลงบน PaaS ของคนอื่น ไม่ว่าเป็น Google หรือใครตามก็ตาม มันจะคงอยู่ใน Network นั้นๆ ไม่สามารถเอาออกมาได้ ตัว Application จะรันบน Network ของผู้ให้บริการเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการ แต่ Red Hat สามารถแก้ปัญหาได้ โดยการสร้าง Platform สำหรับ Different Deployment Target นับเป็นโชคดีของ OpenStack ที่ Red Hat ออกปากแล้วว่าอยากให้ OpenStack ทำงานร่วมกับ AWS ได้ ที่เหลือก็ต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะ ว่าจะสามารถทำความต้องการนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่

 

หลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับ Mirantis ที่คนอยากเป็น OpenStacker ห้ามพลาด

เมื่อไหร่ที่โลกยังคงหมุน เทคโนโลยีก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ความคิดแบบเก่าๆ จะถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และนี้คืิอเหตุผลที่ว่าทำไมคนเราจึงควรใส่ใจเกี่ยวกับการติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ และรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว  การเข้ามาของ Cloud Computing (การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ) ได้กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับใครหลายคน แต่ในปัจจุบัน เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า Cloud Computing มีบทบาททำให้รูปแบบของอุตสาหกรรมไอทีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สถิติจำนวนผู้สนใจและจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วงการ เนื่องจาก Cloud Computing เป็นระบบปฎิบัติการเหนือเมฆที่สามารถประมวลผลและจัดสรรทรัพยากรที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร

เพราะความสะดวกสบายเช่นนั้น ส่งผลให้ความต้องการที่จะใช้ระบบ Cloud มีมากขึ้น แต่ติดอยู่ตรงที่ซอฟแวร์สำหรับบริหารจัดการระบบ Cloud Computing ในองค์กรที่มีมาแต่เดิมส่วนใหญ่จะเป็นซอฟแวร์แบบ Proprietary ซึ่งมีราคาแพง ดังนั้นเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการ Cloud Computing แบบ Open Source ขึ้นมาภายใต้ชื่อ OpenStack

ซอฟแวร์ระบบ OpenStack คือ Open Source ที่ทำหน้าที่ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรด้าน Compute , Storage , Networking ของ Data Center ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคุณสมบัติเด่นของ OpenStack มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Compute Network หรือ Storage เกิดขึ้นเมื่อ โดยในปัจจุบัน OpenStack ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากกว่า 250 องค์กรใน 130 ประเทศทั่วโลก เรียกได้ว่า OpenStack คือ อีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ ขององค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการจัดการ Cloud Computing ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้นการเรียนการสอน OpenStack จึงน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีความสนใจที่จะใช้งาน Cloud Computing ในองค์กรและผู้ที่ต้องการจะให้บริการ Cloud Computing เป็นอย่างยิ่ง

โดยหลักสูตรการอบรมการสอน OpenStack ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ หลักสูตร Mirantis (training.mirantis.com) จากองค์กร Mirantis ผู้ให้บริการ OpenStack และผู้ให้คำปรึกษาในด้านนี้

OpenStack & Kubernetes training from the experts. Mirantis Training helps IT professionals around the globe advance their skills in OpenStack, Kubernetes, Software-Defined Networking (SDN), and other cloud technologies. In addition to teaching a pure vendor-agnostic curriculum, Mirantis Training offers a variety of course levels and formats to fit any education needs. Paired with our industry-recognized certifications, you will be equipped with the knowledge, flexibility, and adaptability to manage cloud technology environment.” – (Mirantis,n.d.)

ซึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ของ Mirantis นั้นส่วนใหญ่จะเรียนกันแบบเน้น Workshop ปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือทำและเข้าใจระบบอย่างลึกซึ้ง โดยคอร์สก็จะมีหลากหลายออกไปตามความสนใจผู้เรียน ดังนี้

  • คอร์ส OS100: OpenStack Bootcamp เป็นหลักสูตรยอดนิยม ในหลักสูตรนี้จะเจาะลึกในเรื่องการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง บำรุงรักษา และแก้ไขปัญหา Cloud OpenStack ระดับ Professional ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดกับองค์กรหรือใช้ในการทำงานได้ทันที

สำหรับตอนนี้หากใครสนใจหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับหลักสูตร Mirantis แท้ๆ NIPA.CLOUD ได้จับมือกับ Mirantis (training.mirantis.com) จัดอบรมความรู้เรื่องระบบ Cloud Computing ในไทยและประเทศอาเซียน มีหลักสูตรการสอน OpenStack ที่ครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที โดยเฉพาะด้าน Cloud OpenStack ผู้ดูแลระบบ และผู้จัดการระบบพร้อม รับประกันเนื้อหาใช้หลักสูตรการสอนทั้งหมดจาก Mirantis ทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาจากวิศวกรมากกว่า 200 ท่าน

สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ training.nipa.cloud